ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • 1.ความหมายของคำว่าเบิกความเท็จ คืออะไรครับ ช่วยยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่ายๆหน่อยครับ คล้ายๆ ให้การเท็จต่อตำรวจหรือเปล่า 2.กรณีผมยื่นต่อศาลว่าญาติ มีเจตนา ยึดครองที่ดิน โดยใช้ความรู้สึกตนเองเป็นองค์ประกอบ อย่างนี้ เบิกความเท็จหรือเปล่าครับ ขอบคุณสำหรับค
  •  
  • วุฒิดุษฏีบัณฑิตสามารถนำไปเทียบรับตำแหน่งทางกฎหมายได้หรือไม่
  •  
  • กฎหมายทุจจริต
  •  
  • คนต่างด้าวถูกอายัดบัญชีธนาคาร
  •  
  • มรดก
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
    มุมของมีชัย
  • ความคิดเสรีของมีชัย
  • เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
  • เรื่องสั้น
  • จดหมายถึงนาย
  •  
     
    จดหมายถึงนาย

    คำขอครั้งสุดท้าย

    เรียน ท่านผู้อ่านทุกท่าน

    ในขณะที่ผู้คนต่างคาดหวังกับการปฏิรูปทางการเมืองยุคใหม่ ผู้เขียนบทความ "จดหมายถึงนาย" อันลือลั่น ก็ได้ส่งเรื่องสั้น "คำขอครั้งสุดท้าย" มายังเว็บไซต์ Meechaithailand.com เพื่อต้องการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพรรคการเมือง โดย ส.ส. หนุ่มสาวที่จะเข้ามาใหม่ให้รวมพลังกันเพื่อสร้างความถูกต้อง สร้างนักการเมืองที่มีจิตสำนึกต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น และกำหนดนโยบายของพรรคโดยมีการกลั่นกรองเพื่อตอบสนองสังคมในทุกด้าน ทำให้ประเทศไทยได้รับเกียรติภูมิกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เราเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะชื่นชมกับบทความนี้ที่มีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นผู้คนที่เกี่ยวข้องให้หลุดพ้นจากความหลงผิด และมุ่งหน้าปฏิบัติตัวให้สมกับเจตนารมณ์ที่ประชาชนทุกคนได้ฝากความหวังเอาไว้

    กองบรรณาธิการ Meechaithailand.com


    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    คำขอครั้งสุดท้าย

    โดย ผู้สมัครหมายเลข ๐

    ธันวาคม ๒๕๖๔ มัจจุราชได้ยื่นคำขาดกับรองนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยซึ่งกำลังป่วยหนักจากมะเร็ง เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพียง ๗๒ ชั่วโมงเท่านั้น

    รองนายกรัฐมนตรีหญิงได้ขอให้บันทึกภาพและเสียงของเธอลงในแคปซูลบรรจุความเหมือนจริง (virtual reality nano-animator) ซึ่งเป็นคำขอครั้งสุดท้ายอันมีชื่อเสียงในกาลต่อมา

    บุตรชายของเธอได้เปิดเผยบันทึกในแคปซูลนี้หลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในชีวิต

    “ลูกรัก

    ขณะที่แม่บันทึกภาพและเสียงนี้ ลูกคงกำลังลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนักและคงจะกลับมาไม่ทันดูใจแม่

    แม่เจ็บปวดมากและเหนื่อยมาก ไม่ใช่จากโรคภัยไข้เจ็บ แต่จากความสำนึกผิดในสิ่งที่แม่ไม่ได้ทำในชีวิต ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องทำและมีโอกาสจะทำได้

    สิ่งที่แม่ไม่ได้ทำ เป็นเหตุให้ลูกและคนไทยในปี พ.ศ.๒๕๖๔ ยังต้องเผชิญกับปัญหาเลวร้ายเหมือนเดิมๆ ที่แม่เคยผจญมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔

    เวลาผ่านไป ๒๐ ปี ประเทศของเราไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมากนัก นี่เป็นอสูรร้ายที่หลอกหลอนแม่ในวาระสุดท้ายของชีวิต

    วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ แม่อายุ ๓๕ ปี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นครั้งแรกที่แม่เข้าสู่การเมือง ได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ อย่างสำเร็จรูป

    การเมืองไทยในเวลานั้น เคยถูกขนานนามว่า pop-star democracy หรือประชาธิปไตยแบบดารานิยม เราต่างใช้ความเป็นดารายอดนิยม ในฐานะหนุ่มสาว ฐานะดี การศึกษาดี พร้อมทั้งรูปสมบัติ สรรพสื่อสมบัติ อิทธิพลสมบัติและได้รับความนิยมผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง ภาพโฆษณาของเราใหญ่โตดูดีกว่าตัวจริงทุกแห่ง เรามีทีมงานการตลาดที่ยอดเยี่ยม

    เหมือนกับที่ลูกทำอยู่ในเวลานี้ ต่างกันก็แต่ระดับของเทคโนโลยี และการขาย “ความว่างเปล่า” นั้น สมัยของลูกล้ำหน้ากว่าสมัยของแม่มากนัก

    ปี ๒๕๔๔ คนหนุ่มสาวรับอาสาเป็นเครื่องมือของนักการเมืองรุ่นเก่าที่นำมาใช้เจือจางความเกลียดชังเบื่อหน่ายที่สุจริตชนมีต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง

    คนรุ่นเก่ายังควบคุมทุกอย่าง เขาสรรหาตัวสินค้าและส่งเสริมการตลาดให้ สำหรับพวกเราคนหนุ่มสาว “ความสำเร็จในชีวิต” เป็นรางวัลที่ไขว่คว้าให้มาถึงก่อนวัย ๔๐ ปี แต่แน่ละ…พวกเราต้องยอมแลกด้วยการถูกจองจำทางจิตวิญญาณไปอีกนานด้วยสัญญาธนาพรรค (คำนี้ แม่เคยคิดขึ้นเล่นๆ หลังจากการย้ายพรรคครั้งใหญ่ในปี ๒๕๔๓)

    ผู้ที่ควบคุมชีวิตทางการเมืองของเรามีทั้งรุ่นผู้รับเหมาจนถึงรุ่นผู้รับสัมปทาน และผู้แบ่งขายสัมปทาน มีตั้งแต่ยุคอนาลอค จนถึงยุคดิจิตอลและยุคสื่อสารไร้สาย

    สำหรับแม่ ความสำเร็จได้มามากมายเหลือเกิน ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญ จนแม่กลับตัวไม่ทันเสียแล้ว

    แม่ได้ขายจิตวิญญาณของแม่ให้กับความทะเยอทะยานอันต่ำช้า แม่คิดถึงแต่ตัวเอง ความโด่งดังและความฝัน ลืมนึกถึงคนรุ่นคุณตาคุณยาย และคนรุ่นลูกหลานที่จะตามมา

    ลืมคิดไปว่าคนรุ่นก่อนต้องทนต่อสภาพความฉ้อฉลมานานเพียงใด และคนรุ่นใหม่จะต้องทนไปอีกนานเท่าใด

     


    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ ประชาชนได้ให้โอกาสคนหนุ่มสาวเข้ามาพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้นด้วยใจซื่อว่าพวกเราบริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่พวกเราส่วนมากมีมลทินแอบแฝงทั้งสิ้น เป็นมลทินทางสังคมและจริยธรรม ที่ครอบครัวและพรรคพวกของเราได้ฉกฉวยเอามาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศตั้งแต่แรกเกิดจวบจนก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง เท่าที่จำได้ มีพวกเราน้อยคนมากที่คิดจะมอบคืนสิ่งเหล่านั้นให้กับคนส่วนใหญ่ เราได้เปรียบและจะเอาเปรียบต่อไปอย่างไม่รู้ตัว

    ดังนั้น การกบฎต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องภายในพรรคการเมืองจึงไม่เกิดขึ้น คนหนุ่มสาวในพรรคการเมืองทุกพรรคในขณะนั้น ไม่มีใครลุกขึ้นรวมตัวกันต่อสู้ภายในพรรคเพื่อสิ่งที่ถูกต้องเลย

    ในช่วงแรก เราอ่อนน้อม เชื่อฟัง หลงใหลในตัวผู้นำของพรรคอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เราเหมือนลูกช้างที่ถูกปฏักบังคับให้เดินและทำในสิ่งที่ควาญต้องการ (ลูกดูภาพได้จากแถบประวัติศาสตร์เหมือนจริง) ด้วยสัญญาอันหอมหวานว่าวันหนึ่งป่านี้จะเป็นของเราและโขลงของเราจะยิ่งใหญ่ในไพรพฤกษ์ แต่สัญญานี้เป็นพันธนาการทาส อันผู้นำพรรคย่อมเรียกร้องสิ่งตอบแทนคืนเมื่อได้รับอำนาจ โดยให้เราต้องกระทำในสิ่งที่ผิด

    เวลาผ่านไป เมื่อหนทางสู่อภิสิทธิ์ชนเริ่มตีบตัน เราก็ดำเนินรอยตาม “ผู้ใหญ่” คือ เปลี่ยนจุดยืนของตนเองไปเรื่อยๆ โดยปราศจากอุดมการณ์ และปราศจากการต่อสู้อย่างสมเกียรติภายในพรรค ไม่มีรอยเงาของอุดมคติให้เห็นอีกเลย

    จากปี ๒๕๔๔ ถึง ๒๕๖๔ รวมเวลา ๒๐ ปี ระบบการเมืองของประเทศไทยจึงยังคงมีพรรคการเมืองขนาดย่อมจำนวนมาก ที่ไม่มีอุดมการณ์ใดๆ แตกต่างกัน ต่างแย่งชิงกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก การเมืองของไทยยังคงอ่อนแอเหมือนที่เคยเป็นมา กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรพชนได้เคยสั่งสมไว้ให้ชาติของเรา

    องค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องใช้คนและงบประมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่จบสิ้นเพื่อต่อกรกับเล่ห์ของนักเลือกตั้ง จนกลายเป็นระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะในที่สุด

    แม่จำได้ว่า หลังการเลือกตั้ง ๖ มกราคม ๒๕๔๔ คนหนุ่มสาวได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็น “เลือดใหม่” จำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะดี การศึกษาดีและได้เปรียบมหาชนของประเทศ แต่เราก็หันมาทะเลาะกันเอง เสียดสี ป้ายสีกัน อย่างที่ผู้นำพรรคของเราได้กระทำเป็นตัวอย่าง อวดดื้อถือดี หยิ่งทะนงอย่างโง่เขลา จนกระทั่งไม่มีเสียงของประชาชนผ่านริมฝีปากของเราอีกต่อไป มีแต่เสียงของผู้นำพรรคเท่านั้น

    ถ้าตอนนั้น เรารู้จักร่วมมือกัน แม้จะต่างพรรคการเมืองกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพื่อระบบพรรคการเมืองที่ดีกว่า เพื่อสร้างพลังให้กับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปอย่างแท้จริง เพื่อสังคมและประชาชน เพื่อชาติบ้านเมือง ประเทศไทยคงจะน่าอยู่กว่านี้ในวันนี้ และลูกก็จะได้ก้าวเดินในถนนการเมืองอย่างองอาจผึ่งผาย ในฐานะทายาทของ “เลือดใหม่” ยุคปฏิรูปครั้งกระโน้น

    ไม่ต้องมาคอยแก้ต่างให้กับแม่ว่าลูกไม้หล่นคงจะไม่ไกลต้น ดีแต่แสวงหาอำนาจและอภิสิทธิ์ แต่ไร้จิตสำนึกที่จะสร้างชาติบ้านเมืองให้สันติสุข

    แม่จะขอลูกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะมัจจุราชมาทวงชีวิตแม่แล้ว เหมือนเจ้าหนี้ที่ไม่ยอมประนีประนอมอะไรอีก

    แม่ขอให้ลูกรู้จักกบฎต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จงพยายามสร้างพลังแห่งความสามัคคีของนักการเมืองหนุ่มสาวเพื่อสังคมไทยที่ดีกว่า อย่าก้มหัวให้กับระบบอันฉ้อฉลและความทะเยอทะยานอยากอันไร้ขอบเขตของตนเอง

    เมื่อผู้นำพรรคจะนำชาติไปสู่หายนะ จงยืนขึ้นต่อสู้อย่างทรนง ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ ด้วยสติปัญญา ความรู้ และความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

    เพื่อลูกจะได้ไม่ถูกมโนธรรมของลูกเองหลอกหลอนในวาระสุดท้ายของชีวิต

    ขอให้นึกเสมอว่า เราได้เปรียบมาแล้วตั้งแต่ปฏิสนธิ มอบสิ่งที่ถูกต้องดีงามคืนสู่คนหมู่มากบ้างเถิด ขอเสียงจากมโนธรรมจงดลใจลูกได้มากกว่าความชั่วร้ายที่ลูกอยากถูกล่อให้ลิ้มลองและติดบ่วงของมัน

    อย่านำประชาชน มติพรรคหรือระเบียบราชการ มาอ้างเพื่อหลบเลี่ยงการแยกแยะว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด

    และขอความพินาศจงมีแต่นักโฆษณาชวนเชื่อและนักมายากลในพรรคการเมืองที่พยายามครอบงำลูกรักของแม่

    ขอความเติบใหญ่จงมีแต่ลูกและ ส.ส. หนุ่มสาวที่จะมาเป็น “เลือดใหม่” พันธุ์ใหม่ของแท้ในระบบการเมืองของไทย

    และช่วยสร้างทางเลือกที่แท้จริงให้กับชาติที่มีอารยธรรมของเรา

    อย่าให้ใครตราหน้าว่าลูกเป็นเพียงสาวกของลัทธิบูชาตัวบุคคล และคนไทยส่วนใหญ่นิยมพวกคนเช่นนั้น

    อย่าให้ใครตราหน้าว่าลูกเป็นเพียงพนักงานของบริษัทพรรคการเมือง และคนไทยส่วนใหญ่นิยมเพียงลูกจ้างบูชาเงินเดือนเช่นนั้น

    ขอให้ลูกและนักการเมืองหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นตัวของตัวเอง หัดเป็นกบฎทางความคิดและจริยธรรม ให้เส้นทางของรัฐบุรุษได้มีโอกาสปรากฏขึ้นอีกครั้งบนผืนแผ่นดินไทย

    นี่คือคำขอครั้งสุดท้ายของแม่

    รักลูกมากที่สุดจากแม่ "