ความคิดเสรีของมีชัย
เรียนรู้กฏหมายใกล้ตัว
เรื่องสั้น
จดหมายถึงนาย
 
  • ยินยอมตั้งผู้จัดการมรดก
  •  
  • แบ่งที่ดิน
  •  
  • ขาดคุณสมบัติรับราชการ
  •  
  • การทำนิติกรรม
  •  
  • ถ้าคู่สัญญาทำผิดสัญญา ผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่
  • อ่านทั้งหมด
    มุมของมีชัย ถาม-ตอบ กับมีชัย
     
         ถาม-ตอบ กับมีชัย จะเป็นกุญแจ ไขข้อข้องใจของทุกๆท่าน ในเรื่องกฎหมายและการเมือง โดยท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ จะขจัดความสงสัยที่เกิดขึ้นของคุณให้หมดไป เมื่อคุณส่งคำถามเข้ามาที่นี่ ส่งคำถาม
    คำสำคัญ
    ค้นหาใน
     
    เลือกประเภทคำถาม-ตอบ > การเมือง | กฏหมาย | เศรษฐกิจ | ทั่วไป | มรดก | แรงงาน | ท้องถิ่น | มหาวิทยาลัย | ราชการ | ครอบครัว | ล้มละลาย | ที่ดิน | ค้ำประกัน | 22128 ค้ำ | archanwell.org | ล้างมลทิน | 24687 | hhhhhhhhhhh | คำถามทั้งหมด ... อ่านสักนิดก่อนตั้งคำถาม

    ปิดหน้าต่างนี้
    คำถามที่ หัวข้อคำถามโดยวันที่
    023443 ขอร้องเรียนเรื่องอาคารคณะมนุษย์ฯ ตามคำแนะนำของคณบดีมุกริน วิโรจน์ชูฉัตร7 กันยายน 2550

    คำถาม
    ขอร้องเรียนเรื่องอาคารคณะมนุษย์ฯ ตามคำแนะนำของคณบดี

    เรียน อาจารย์มีชัย

             ดิฉันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์    ดิฉันมีเรื่องที่จะต้องรบกวนร้องเรียนผ่านทางอาจารย์เพราะได้พยายามร้องเรียนไปยังคณบดีและอธิการบดีแล้ว  แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ดิฉันต้องขอเล่ารายละเอียดมากหน่อยนะคะเพื่อที่อาจารย์จะได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน  

               เรื่องมีอยู่ว่าเดิมทีนั้นคณะมนุษย์ฯ  มีอาณาบริเวณตรงอาคาร 4  (เป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะ ห้องพักอาจารย์ และห้อง เรียน) ชั้น 2 และชั้น 3 ของอาคาร 1 (เป็นห้องพักของอาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษ ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องกิจกรรม ห้องศูนย์วิทยาการทางภาษา และห้องเรียน) รวมทั้งมีอาคารสุนทรียะซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว (เป็นห้องพักอาจารย์หลักสูตรศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ รวมทั้งห้องปฏิบัติการของหลักสูตรดังกล่าว) และยังมีอาจารย์หลักสูตรบรรณารักษ์ฯ ที่มีห้องพักอยู่ ณ สำนักวิทยบริการ  ต่อมาเมื่ออาคาร 100 ปี สร้างเสร็จ จึงได้มีการย้ายสำนักงานอธิการบดีและสำนักงานอื่นๆ ไปยังอาคารนั้น  เป็นเหตุให้ชั้นล่างของอาคาร 1 ว่างลง ส่งผลให้มีการขยับขยายห้องพักอาจารย์ที่แออัดของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ตรงอาคาร 4 และหลักสูตรภาษาอังกฤษตรงชั้น 3 มาอยู่ตรงที่ว่างชั้นล่าง แต่แทนที่ผู้บริหารจะให้อาคาร 1 เป็นอาคารของคณะมนุษย์ฯ เพราะคณะมนุษย์ฯ ก็ยังต้องการพื้นที่ใช้สอยไปทำประโยชน์อีกมาก และพื้นที่ประมาณ 80% ก็เป็นพื้นที่ของคณะมนุษย์ฯ ดังที่กล่าวมาแล้ว กลับให้คณะวิทยาการจัดการมาเอาพื้นที่ส่วนหนึ่งไปทำเป็นสำนักงานคณะและห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดยที่ทางอาจารย์หลายท่านรวมทั้งดิฉันก็ได้พยายามท้วงติงว่าไม่เหมาะสมที่ทำเช่นนั้น เพราะจะเกิดความลักลั่นที่มีสองคณะมาอยู่ในอาคารเดียวกัน อีกทั้งก่อให้เกิดปัญหาด้านการบริหาร งบประมาณ ฯลฯ และดิฉันก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน อย่างไรก็ดี คณบดีคณะมนุษย์ฯ ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เรื่องจึงจบลงที่ว่าเราก็อยู่กันไปแบบนี้ มีปัญหาจุกจิกกวนใจไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเห็นว่ายังเป็นเรื่องที่พอทนได้ ก็ทนๆ กันไปจนเกิดความเคยชิน     

               ต่อมาเมื่อช่วงปี 2546 พวกเราชาวคณะมนุษย์ฯ ได้รับทราบข่าวการสร้างอาคารคณะหลังใหม่จากสารวไลยอลงกรณ์ โดยทางผู้บริหารจะนำอาคาร 4 ไปทำเป็นอาคารเรียนของ ร.ร.สาธิตมัธยม ข่าวนี้ได้สร้างความกังวลใจและไม่พอใจให้กับเรามากเพราะชาวคณะไม่เคยได้รับการบอกกล่าวหรือสอบถามจากคณบดีมาก่อนเลยว่าเราคิดเห็นอย่างไร ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ชาวคณะทุกคนสมควรได้รับรู้และแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เราเป็นผู้ที่จะต้องใช้งานสถานที่

               สิ่งที่เราเป็นกังวลคือ อาคารหลังใหม่จะสร้างขึ้นแทนอาคารสุนทรียะหลังเดิมซึ่งอยู่ลึกเข้าไปตรงบริเวณด้านหลังสำนักวิทยบริการ และเป็นอาคารที่มีเพียง 6 ชั้น ซึ่งย่อมไม่เพียงพอต่อการใช้งานของคณะที่มีบุคลากรมากที่สุดของมหาวิทยาลัย และมีนักศึกษามากเป็นอันดับที่ 2  เพราะวิชาโดยส่วนใหญ่ของคณะต้องใช้ห้องปฏิบัติการ บางวิชาเช่น ดนตรี นาฏศิลป์ จะมีเสียงรบกวนในขณะที่สอน ย่อมควรจะต้องมีที่ทางเป็นสัดส่วนไม่ให้รบกวนผู้อื่น เราพยายามเรียกร้องให้คณบดีจัดประชุมอาจารย์เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ คณบดีจึงยอมจัดประชุมโดยเชิญอธิการบดีมาชี้แจง ซึ่งในที่ประชุมอธิการก็ได้ยืนยันว่าคณะมนุษย์ฯ จะยังคงมีอาณาบริเวณที่อาคาร 1 และอาคาร 4 เหมือนเดิม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเราก็พอจะคลายใจบ้าง เพราะถึงแม้อาคารจะอยู่กระจัดกระจาย  แต่ก็พอจะไม่เดือดร้อนเรื่องพื้นที่ใช้สอย   

               ในเวลาต่อมาเมื่อปี 2549 อาคารหลังใหม่สร้างเสร็จสิ้น ทางคณะเริ่มจัดสรรพื้นที่ให้แต่ละหลักสูตร โดยเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.49 ทางคณบดีได้เรียกประชุมเฉพาะประธานหลักสูตรเพื่อแจ้งให้ทราบว่าทางมหาวิทยาลัยจะนำอาคาร 4 ไปทำ ร.ร.สาธิต ฉะนั้น พื้นที่ของอาคารใหม่จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละหลักสูตร ทางคณะจึงได้สรุปให้แต่ละหลักสูตรไปเขียนบันทึกเสนอมายังคณะว่าต้องการอะไรบ้างและคณะจะทำการเสนอและดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ คณบดียังแจ้งผ่านประธานหลักสูตรภาษาอังกฤษว่ามหาวิทยาลัยมีนโย-บายให้หลักสูตรภาษาอังกฤษย้ายไปอยู่อาคาร 75 ปี ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ใกล้ๆ กับที่ทำการไปรษณีย์ โดยมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นที่ทำการของศูนย์ภาษาและศูนย์คอมพิวเตอร์โดยให้เหตุผลว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษและศูนย์ภาษาต่างก็สังกัดคณะมนุษย์ฯ เหมือนกันน่าจะอยู่ด้วยกันและใช้วัสดุอุปกรณ์การสอนร่วมกันได้ เมื่อได้รับแจ้งข้อมูลใหม่ดังกล่าว อาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งสิ้นสิบสี่คน (เฉพาะคนไทย) ได้พูดคุยกัน โดยสรุปได้ว่ามีสองคนที่ประสงค์จะไปอยู่อาคาร 75 ปี (ทั้งสองคนมีตำแหน่งหน้าที่ที่ศูนย์ภาษา) อีกหนึ่งท่านขออยู่ที่เดิม ณ อาคาร 1 เพราะเหลืออีกหนึ่งปีจะเกษียณ ที่เหลืออีกสิบเอ็ดคนแสดงความจำนงที่จะอยู่อาคารใหม่ของคณะ เพราะมีความเห็นว่าหลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งของคณะย่อมต้องอยู่กับคณะ  ส่วนศูนย์ภาษานั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างได้ตลอดเวลา เพราะที่ผ่านมาก็อยู่กับฝ่ายวิชาการ ต่อมาจึงมาสังกัดคณะมนุษย์ฯ และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหารซึ่งยังเอาแน่อะไรไม่ได้ นอกจากนี้ อาคารใหม่ของคณะและอาคาร 75 ปี ก็อยู่ไกลกันมาก ย่อมเป็นอุปสรรคในการติดต่อประสานงานกับคณะ และการมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น รวมทั้งนักศึกษาของหลักสูตรก็จะไม่มีความผูกพันกับคณะเลย  อาจารย์ทั้งสิบเอ็ดคนจึงได้ทำบันทึกถึงอธิการบดีเพื่อบอกกล่าวถึงเหตุผลที่เราไม่ต้องการย้ายไปยังอาคาร 75 ปี และแสดงจุดยืนที่จะให้คณะจัดสรรพื้นที่ให้หลักสูตรภาษาอังกฤษอยู่กับคณะ ณ อาคารใหม่ ส่วนปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอนั้นก็ต้องได้รับการแก้ไขโดยคงพื้นที่อาคาร 4 ไว้และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือคงพื้นที่อาคาร 1 ไว้เหมือนเดิม 

              ครั้นแล้วเมื่อช่วงเดือน มิ.ย.50 อธิการบดีได้เชิญอาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษและคณบดีเข้าประชุมเพื่อพูดคุยเรื่องอาคาร โดยอธิการบดีได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้อาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมดย้ายไปอาคาร 75 ปี แต่อาจารย์ทั้งสิบเอ็ดคนก็ยังยืนยันตามเดิมว่าจะขออยู่กับคณะ พร้อมทั้งขอให้อาจารย์ชาวต่างประเทศที่สอนภาษาอังกฤษอีกสามคนอยู่ด้วยเพื่อความสะดวกในการทำงาน และยังได้พยายามชี้แจงกับอธิการบดีด้วยว่าต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะอาคารหลังใหม่มีเนื้อที่ไม่พอ ฉะนั้นควรจะแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา โดยไม่ควรยึดอาคาร 4 ไป เพราะอาคารหลังใหม่มีพื้นที่จัดได้เฉพาะเป็นห้องพักอาจารย์และห้องเรียนเพียงไม่กี่ห้อง แต่อธิการบดีกลับบอกว่าไม่ต้องกลับไปพูดประเด็นนั้นแล้ว เพราะเป็นไปไม่ได้แล้ว ทั้งๆ ที่อธิการบดีเคยให้คำมั่นสัญญาในการประชุมกับอาจาร์ยทั้งคณะไว้  ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่าใครต้องการจะย้ายไปอยู่กับคณะก็อยู่ ไม่มีการบังคับ แต่เรื่องห้องเรียนที่ไม่เพียงพอนั้นอาจารย์ทั้งหลายก็ต้องเดินไปสอนยังอาคาร 100 ปี และอาคาร 75 ปี  หลังจาการประชุมทางฝ่ายที่ต้องการอยู่กับคณะจึงตกลงกับคณบดีว่าขอพื้นที่สองห้องเพื่อใช้เป็นห้องพักอาจารย์และห้องศูนย์วิทยบริการทางภาษา ซึ่งทางคณบดีก็ตกลงตามนั้น  ส่วนห้องอื่นๆ ของหลักสูตรภาษาอังกฤษที่อยู่ ณ อาคาร 1 ก็ยังไม่มีการพูดชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร    

                 แต่แล้วเมื่อวันที่  8 ส.ค. 50 ก็ได้มีการเชิญอาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษประชุมอีกโดยคณบดีได้แจ้งให้ทราบว่าอาจารย์ชาวต่างประเทศทุกคนต้องไปอยู่ที่อาคาร 75 ปี และยังพยายามโน้มน้าวให้อาจารย์ทั้งหมดย้ายไปด้วย โดยยืนยันว่าไม่สามารถให้พื้นที่แก่หลักสูตรตามที่ขอได้เพราะที่ไม่พอ ถ้ายังต้องการจะอยู่ก็จะให้พื้นที่หนึ่งห้องโดยกั้นห้องแบ่งครึ่งกับหลักสูตรภาษาไทยซึ่งมีอาจารย์ทั้งสิ้นหกคน ขณะที่ภาษาอังกฤษมีสิบสี่คนรวมชาวต่างประเทศ และยังบอกว่าห้องปฏิบัติการ ห้องศูนย์วิทยาการทางภาษา ห้องกิจกรรม ซึ่งเดิมทีอยู่อาคาร 1 ก็จะต้องย้ายไปอยู่อาคาร 75 ปี ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนั้นทางอาจารย์หลักสูตรจึงต่อรองว่าขอให้บางส่วนพักอยู่อาคาร 1 ตามเดิม และบางส่วนย้ายไปอาคารใหม่ของคณะและขอให้คงห้องปฏิบัติการ ห้องศูนย์วิทยาการทางภาษา ห้องกิจกรรม ซึ่งใช้สำหรับนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษไว้ที่อาคาร 1 เพราะถ้าอาจารย์ผู้สอนอยู่ทางนี้  ห้องต่างๆ เหล่านี้ก็ควรจะอยู่ด้วย มิฉะนั้นจะใช้งานได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะพยายามพูดชี้แจงอย่างไร คณบดีก็ไม่ฟังและยังคงยืนยันตามเดิม  จนดิฉันต้องเอ่ยท้วงว่าแล้วที่อธิการบดีเคยสรุปในที่ประชุมว่าใครจะอยู่ตรงไหนก็ตามใจ อีกทั้งยังได้ตกลงแบ่งพื้นที่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะว่าอย่างไร เพราะในวันนั้นเราเสียเวลาประชุมไปตั้งหลายชั่วโมง การพูดคุยในวันนั้นไม่มีความหมายเลยหรือ คณบดีตอบว่า ใช่ ผลของการประชุมวันนั้นยกเลิกหมด  ยิ่งไปกว่านั้นคณบดียังพูดกับดิฉันด้วยว่าถ้าไม่พอใจก็ไปร้องทุกข์เอานะ 

               และเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา คณบดีได้ออกบันทึกข้อความแจ้งให้อาจารย์ชาวต่างประเทศและอาจารย์พนักงานมหาวิทยาลัยของหลักสูตรภาษาอังกฤษรับทราบว่าจะต้องย้ายห้องพักไปอยู่อาคาร 75 ปีภายในวันที่ 31 ต.ค.50

               จากรายละเอียดที่เล่ามาทั้งหมด ดิฉันขอสรุปประเด็นเป็นข้อๆ ดังนี้

              1. การได้อาคารใหม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี  ถ้าอาคารใหม่นั้นดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายกว่าของเดิม  เพราะพวกเราชาวคณะมนุษย์ฯ ไม่เคยได้อยู่รวมกันเป็นเอกภาพ หรือมีพื้นที่เป็นสัดเป็นส่วนแบบคณะอื่นๆ เลย  แต่อาคารใหม่ของเราไม่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใดๆ  ด้วยทำเลที่ตั้งก็อยู่ห่างไกลกว่าเดิม พื้นที่ก็ไม่พอเพียงต่อการใช้สอย  นักศึกษาและอาจารย์ไม่มีที่เรียนที่สอนในคณะของตัวเอง ต้องระหกระเหินไปใช้อาคารอื่นซึ่งอยู่ห่างออกไปมาก  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเรามีคณบดีที่ไม่เข้มแข็ง  ไม่เคยทำหน้าที่ผู้นำที่ดี  คณบดีปล่อยให้อาจารย์ในคณะอยู่กันตามยถากรรม กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง ไม่เคยสนใจความต้องการของชาวคณะ ไม่เคยต่อสู้เพื่อชาวคณะยามที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เคยสอบถามหรือฟังเสียงคนส่วนใหญ่  อาคารใหม่มีพื้นที่ใช้สอยไม่พอ แต่ทางมหาวิทยาลัยจะยึดอาคาร 4 ไปก็ปล่อยให้ยึดไปตามสบาย ครั้นเมื่ออาคารเสร็จ และจะต้องย้ายขึ้นมาจริงๆ แต่ที่ไม่พอ ก็แก้ปัญหาโดยเสือกไสไล่ส่งให้หลักสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่อาณาเขตของคณะ

              2.  ทำไมทั้งคณบดีและอธิการบดีไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าพื้นที่ไม่พอก็ควรต้องยอมรับ และแก้ไข  การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องต่อการเรียนการสอนวิชาต่างๆ ของคณะถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทั้งคณบดีต้องดูแล  แต่ละหลักสูตรควรจะต้องมีห้องพักอาจารย์ ห้องปฏิบัติการ ห้องเรียน อยู่ภายในอาณาเขตของคณะเพื่อความสะดวกในการใช้งาน อย่างเช่น ในการสอนภาษาต้องใช้อุปกรณ์เช่น เครื่องเล่นเทป ปลั๊กสามตา บางครั้งต้องหอบงานของนักศึกษาไปตรวจและนำมาส่งคืน ถ้าต้องไปสอนไกลๆ จะหอบหิ้วข้าวของอย่างไร เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีรถขับ เวลาฝนตกแดดออกจะทำอย่างไร ขอให้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยเพราะถือเป็นเรื่องที่คณะต้องอำนวยความสะดวกให้อาจารย์บ้าง   

               3.  เมื่อเสียงส่วนใหญ่ของอาจารย์หลักสูตรภาษาอังกฤษยืนยันที่จะอยู่กับคณะด้วยยึดมั่นในหลักการอันเป็นสากลที่ทุกมหาวิทยาลัยเขาทำกัน ไม่ได้ดึงดันโดยไม่มีเหตุผล ทำไมผู้บริหารจึงไม่ให้เกียรติกันบ้าง อย่างน้อยควรเคารพเสียงข้างมาก ส่วนเสียงช้างน้อยอยากไปอยู่อาคาร 75 ปี ก็ไป ไม่มีใครขัดขวางอยู่แล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยควรมีอิสระทางความคิด มีประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ไม่อย่างนั้นคงไปสอนลูกศิษย์ไม่ได้  และเมื่อตกลงยอมให้อยู่ ณ จุดที่เราพึงพอใจแล้ว ก็ไม่สมควรกลั่นแกล้ง บีบบังคับให้เกิดความไม่สะดวกต่างๆ นานา  เช่น แกล้งให้ไปสอนอาคารที่อยู่ห่างไกลจากที่พัก  แกล้งโดยนำห้องปฏิบัติการต่างๆ ไปอยู่เสียอีกที่หนึ่ง เพราะถ้าตัวผู้สอนอยู่กับคณะ แต่ห้องและอุปกรณ์การสอนต่างๆ ไปอยู่เสียห่างไกลอีกที่หนึ่ง แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร  

               4.  บุคคลทั้งหลายที่เข้ามาจัดการกับเรื่องการย้ายอาคารของคณะมนุษย์ฯ ทุกคน อยู่รับใช้ราชการอีกไม่นานก็จะเกษียณแล้ว เมื่อพวกท่านเกษียณก็พ้นไป  ทิ้งไว้ให้แต่ปัญหาที่พวกท่านก่อไว้ให้พวกรุ่นของดิฉันและน้องๆ ที่ยังอยู่กันอีกยาวนานต้องมาแก้ไข ซึ่งไม่น่าจะยุติธรรมนัก

               ดิฉันทราบดีว่าอาจารย์มีงานต่างๆ ต้องรับผิดชอบมากมาย เรื่องที่ดิฉันร้องเรียนนี้ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร สมควรที่จะพูดคุยทำความตกลงกันในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องให้ยุติได้  แต่ก็เป็นไปอย่างที่เรียนให้อาจารย์ทราบตั้งแต่ต้นแล้วค่ะว่าผู้ใหญ่ไม่ยอมรับฟังเลย ซ้ำยังเปลี่ยนคำพูดกลับไปกลับมา การสื่อสารจึงประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะคณบดีบอกให้ดิฉันไปร้องเรียนหากไม่พอใจ  ดิฉันจึงต้องรบกวนขอร้องเรียนกับอาจารย์ในฐานะที่เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะช่วยแนะนำหนทางที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงในทางที่ดี  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานของดิฉันและเพื่อนร่วมงานต่อไป

                                                                                                   ขอแสดงความนับถือ

                                                                                                   มุกริน วิโรจน์ชูฉัตร

     

       

     

     

     

    คำตอบ

    เรียน อาจารย์มุกริน

        ผมคงไม่อาจเข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ให้ได้ เพราะเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีขีดจำกัดในเรื่องอาคารสถานที่อยู่ไม่น้อย และเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะบดีและอธิการบดีที่จะต้องดูแลและทำความเข้าใจกันให้ดี  ผมมีแต่ข้อสังเกตดังต่อไปนี้

    1. ถ้าคณบดีพูดเป็นทำนองอย่างที่เล่ามาจริง ก็ไม่เป็นการสมควร เพราะคณบดีมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คณาจารย์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  หากมีข้อจำกัดหรือความขัดข้องที่มาจากปัจจัยนอกเหนืออำนาจของคณบดี และคณาจารย์จำเป็นต้องออมชอมกัน ก็เป็นหน้าที่ของคณบดีที่จะต้องพูดจาทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ และบริหารจัดการให้เกิดความสะดวกสูงสุดเท่าที่จะทำได้

    2. ในเวลาที่จะสรรหาผู้บริหารนั้น คณาจารย์ซึ่งมีส่วนอยู่ด้วยควรจะต้องมองลักษณะของคนที่จะมาเป็นผู้นำในมุมกว้างให้มากไว้ อย่ามองเพียงความพึงพอใจเป็นส่วนตัว

    3. ในขณะที่เรามองคนอื่นเขาบริหารนั้น เรามักจะมีข้อคิดหลายอย่างหลายประการในเรื่องที่ผู้บริหารควรทำ พึงทำ และไม่ควรทำ และไม่พึงทำ  ถ้าทุกคนจะจดจำข้อคิดเหล่านั้นไว้ให้ดี วันหนึ่งเมื่อเติบโตไปเป็นผู้บริหาร จะได้ทำหรือไม่ทำในสิ่งที่เคยคิดไว้ ถ้าทุกรุ่นทำกันอย่างนี้ สภาพการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น ๆ จนถึงจุดที่ทุกคนฝันใฝ่ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า

    4. ในยามที่มหาวิทยาลัยอันเป็นสถาบันของทุกคนยังไม่เติบโตหรือมั่นคงเพียงพอ ความลำบากในเรื่องอาคารสถานที่ย่อมมีอยู่เป็นของธรรมดา  แต่ถ้าทำใจ (เพื่อความสุขส่วนตน) เพื่อปลอบใจตัวเองไว้บ้างว่า "คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก" บางทีความทุกข์ที่มีอยู่อันเกิดจากการกระทำของคนอื่น ก็อาจจะเบาบางลงไปได้

    ผมไม่มีความรู้ทางเทคโนโลยีเพียงพอ ถ้าอาจารย์ต้องการให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยรับรู้คำตอบนี้ จะ copy ไปลงใน web ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ขัดข้อง เพราะผมทำเองไม่เป็น

     


    มีชัย ฤชุพันธุ์
    7 กันยายน 2550